เปิดเพจ บน facebook แบบไหนดี

เปิดเพจ (Facebook Page) แบบไหนดีอ่ะ

เป็นคำถามยอดฮิตครับ ที่ผมได้รับมา “ครูบอย เลือกเปิดเพจ แบบไหนดีอ่ะ ” “ครูบอยเลือกแบบ ชุมชนดีป่าว คือไรอ่ะ ” ฯลฯ

ในการเลือกเพจปัจจุบัน(มิ.ย. 58 ) คุณสามารถเลือกประเภทในการเปิดเพจของใหม่คุณได้ 6 ประเภทหลักครับ
( สำหรับคนที่ยังอยากกำลังจะเปิดเพจ ไม่จะเปิดอย่างไร เข้าไปที่ ลิ๊งก์นี้ > การกุศลหรือชุมชน

ตามรูปเลยครับ

เปิดเพจ Facebook page แบบไหนดี

ประเภทของการเปิดเพจของ Facebook Page

คำอธิบายการเลือกประเภทเวลาเปิดเพจ

1. Local Business or Place ( ธุรกิจหรือสถานที่ในท้องถิ่น )
เปิดเพจ แบบ Local Business Page

เลือกเปิดเพจแบบ Local Business หากคุณเป็นธุรกิจในท้องถิ่น ธุรกิจ SME (เล็กถึงกลาง) มีร้านเป็นตัวเป็นตน ข้อดีของการเลือกเปิดเพจแบบนี้คือ คนที่ไปที่ร้านหรือ บริษัทของคุณสามารถทำการ Check-in ได้ เผื่อไว้ทำ Promotion เวลาลูกค้า Check-in ที่ร้านครับ

2. Company, Organization, or Institution (บริษัท องค์กร หรือสถาบัน)
เปิดเพจ แบบ Company Page

หากคุณเป็นบริษัท องค์กร หรือสถาบัน เป็นตัวเป็นตนแต่ลุกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยไปที่สำนักงานคุณ แต่คุณมีสาขาอยู่หลายแห่ง หรือ แม้ไม่มีสาขาเลย แนะนำให้เลือกเปิดเพจประเภท้คนี้ครับ สิ่งที่เหมือนกันของเพจประเภท Locla Business ในข้อ 1 กับ Company ในข้อ 2 คือ เฟสบุ้ค ให้คุณสามารถตั้งเป็นสถานที่ Check In ได้ครับ

3. Brand or Product (แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์)
เปิดเพจ แบบ Brand Page

สำหรับเพจประเภทนี้เหมาะสำหรับ ธุรกิจ ที่มีสินค้าที่มียี่ห้อของตัวเอง ส่งจำหน่ายไปยังร้านค้า หรือจำหน่ายเองก็แล้วแต่ การเปิดเพจประเภทนี้ก็เพื่อโปรโมทยี่ห้อของเราเองครับ

4.Artist, Band or Public Figure (ศิลปิน วงดนตรี หรือบุคคลสาธารณะ)
เปิดเพจ แบบ Artist Page

ชื่อประเภทก็บอกอยู่แล้วครับว่า สำหรับ ศิลปิน วงดนตรี หรือบุคคลสาธารณะ เช่น นักเขียน นักการเมือง ศิลปิน เป็นบุคคล หรือ Character อะไรก็ตาม

หรือสำหรับใครที่อยากมีชื่อเสียงหรืออยากมีตัวตนหรือให้ชื่อตัวเองในวงกว้างก็เลือกเปิดเพจประเภทนี้ครับ

5.Entertainment (ความบันเทิง)
เปิดเพจ แบบ Entertainment Page

เพจประเภานี้เหมาะกับ ค่าย หรือ บริษัทที่สร้างความบันเทิง หรือ รายการทีวี วิทยุ ฯลฯ ครับ

6. Cause or Community (การกุศลหรือชุมชน)
เปิดเพจ แบบ Community Page

เพจประเภทนี้เป็นเพจที่ไม่มีประเภทย่อยให้เลือก เป็นเพจที่เหมาะสำหรับ องค์กรการกุศล หรือ ชุมชนหรือกลุ่มเฉพาะเรื่องเช่น ติ่งดารา ก็ต้ังเพจคนรักดารานั้นๆคนนี้ ฯลฯ

ประเภทของการเพจนี้ หลังจากที่เราเปิดเพจแล้ว หากเราต้องการแก้ไขประเภทเราก็ย่อมทำได้ครับ

ขอให้ LIKE เรือนแสน Engagement มากมายกันทุกท่านครับ ^__^

increase-like-1024x512

เห็นชื่อเรื่องแล้ว ผมเองยังต้อง อุทานกับ วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานตอนต้นสมัยนี้ แทบจะไม่เชื่อเลยว่า จะเป็นกันขนาดนี้

(บทความนี้เขียนไว้เมื่อ เดือน ม.ค. 57 นำมา Repost อีกครั้ง นะครับ)

บ่อยครั้ง นักเรียนที่ผมไปสอนเรื่อง Digital Marketing ตามบริษัทต่างๆ จะถามว่า มี Facebook Page มี Instagram ของแบรนด์ และเพิ่งเริ่มจะซื้อ LIKE ดีมั้ย ผมมักจะแนะนำให้ซื้อ เมื่อจำเป็นจริงๆ เช่นใช้วิธีฟรีๆก็แล้ว ลง Ads ก็แล้ว FAN หรือ Follower ไม่กระเตื้องซะที LIKE ในPost หรือ รูปใน instagram น้อยเหลือเกิน

ถ้าอย่างน้ัน หนทางสุดท้ายคือ ซื้อ LIKE กันไปเลยก็แล้วกัน ซึ่งมีให้บริการดาษดื่น ง่ายๆก็หาใน Google เอา

increase-like-1024x512

ไหนๆก็ใช้บริการผ่านคนอื่นมาเยอะแล้ว เมื่อ2-3 วันก่อนก็เลยลองอาสาเป็นคน LIKE บ้าง ซึ่งเป็นบริการของเว็บแห่งหนึ่ง

โดยเราสมัครเพื่อเป็นคน LIKE แล้วแต่ละ LIKE ไม่ว่าจะ LIKE Facebook Page หรือ post หรือ Follow/like instagram ก็จะได้คะแนนมาเป็นเหรียญ เอาไว้เวลาเราอยากได้ FAN ใน Facebook หรือ Follower ใน Instagram เพิ่มก็เอาเหรียญไปแลกโดยเราสามารถตั้งราคาเหรียญได้ว่าถ้าสมาชิก LIKE เราๆจะให้กี่เหรียญ

จากการทดลอง 2-3 วันซึ่งก็ได้มาเป็น 1000 + เหรียญ ก็ได้พบเรื่องที่น่าตกใจสำหรับตัวเอง อะไรน่ะหรือ ถ้าเป็น แบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการเพิ่ม LIKE หรือ Followers ก็คงเป็นเรื่อง ปกติ แต่สิ่งที่ได้พบคือ Profile ใน Instagram ที่ต้องการ Followers / Post ของ Facebook เพิ่ม กลับเป็นของ คน! คน จริงๆครับ

” โดย 50-60% จะเป็นของคนต้องการซื้อ Instagram Followers หรือ ขอเพิ่ม LIKE ในรูป Instagram หรือ Post ใน FB ที่สำคัญ?จากการคะเนทางสายตา คนเหล่านั้นจะอยู่ในวัยเรียน วัยรุ่น วันทำงานตอนต้น เสียมาก”

มันแสดงให้เห็นถึง คนยุคนี้ โหยหา ความรักจากคนที่ไม่รู้จัก โหยหาความสุขจากสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันจริงไม่จริง คนเหงาเยอะเหลือเกิน การจะได้ LIKE มาเสมือนความสุข หรือการที่ได้ LIKE มากๆ มากกว่าคนอื่นดูจะเป็นความสุข ทั้งที่ๆ ในบ้านนี้เมืองนี้

บ้านเมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองพุทธ คนในเมืองนี้กลับไม่เข้าใจ ความสุขนั้นมันมาจากการได้เรียนรู้ทุกข์ ไม่ใช่การหนีทุกข์ด้วยการซื้อ LIKE เพื่อสุข

ลองคิดเพิ่มอีกนิด แล้วถ้าไม่มีช่องทางให้ซื้อ LIKE แบบนี้ คนเหล่านี้ คงจะทุกข์อย่างยิ่ง เหมือนกับคุณค่าของตน คือสิ่งที่ได้รับจากคนอื่น ทั้งๆที่ คุณค่าของตนเองเรานั้น พิสูจน์ได้อีกหลายทาง

ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 43 ปี(เขียนไว้เมื่อ ปีที่แล้วปัจจุบันบวก 1 ?นะ :P ) อยากฝากถึงวัยรุ่นวัยเรียนว่า คุณค่าของน้องๆ มีมากกว่านั้นนะ การเรียนให้สำเร็จ การมองอนาคตและวางแผนในอาชีพที่ตนภูมิใจ น่าจะเป็นทางหนึ่งที่สร้างคุณค่าให้ตนเองนะ :)

Social Media Marketing โดย บัณฑิต อึ้งรังษี
ตอนสุดท้ายแล้วครับ?สำเร็จแบบสบาย ๆ สไตล์ บัณฑิต โพสท์นี้(สำเร็จแบบสบาย ๆ สไตล์ บัณฑิต ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2)?จะเล่าให้ฟัง สำหรับ เคล็ดสบายๆ ด้วย Social Media
ซึ่งทุกวิธีที่กล่าวไว้ ผมได้ใช้ใน เพจไปเที่ยวกัน มาแล้ว
(อ่านเพิ่มใน เพจที่มีคน LIke กว่า 5 แสน ความลับคือ? ?| ความลับที่ทำให้เพจมีคนไลค์เยอะ ความลับ ที่ 1 |แชร์กันตรึม ความลับที่ทำให้เพจมีคนไลค์เยอะ ความลับ ที่ 2? และ โพสท์ตัวพ่อตัวแม่ ความลับที่ทำให้เพจมีคนไลค์เยอะ ความลับ ที่ 3?)ซึ่งไม่ว่า Facebook จะปรับเปลี่ยนกฏยังไง วิธีการเหล่านี้ ก็ใช้ได้ ผมและ อ. ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับ

5 กลยุทธ์?Social Media แบบสบายๆ (ทำเสียงสบายยย ยาวๆๆ )

Social Media Marketing โดย บัณฑิต อึ้งรังษี

Social Media Marketing โดย บัณฑิต อึ้งรังษี

1. Frequency

โพสท์ Content ?หรือ เนื้อหาที่ ใหม่เสมอเป็นประจำ

2. Relevancy

เครื่องมือ Social Media ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า คือ Social หรือ สังคม คนในสังคม ชอบการสนทนามากกว่าขายของตรงๆ
ฉะนั้น การโพสท์เชิงสนทนาที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟัง ทำให้เข้าถึงผู้ฟังได้ง่ายกว่า ( Conversation,Not Business)

3. Engagement


สร้างคอนเท้นท์ ให้เกิดการแชร์ ซึ่งอันนี้ ผมเคยพูดไว้ใน?แชร์กันตรึม ความลับที่ทำให้เพจมีคนไลค์เยอะ ความลับ ที่ 2?ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไลก์เพจไปเที่ยวกัน กว่า 5 แสน และ99% มากด ถูกใจเพจเอง เพราะการแชร์ ทำให้เพื่อนเห็น และ โอกาสกด Like เพจก็สูงตามมาครับ

4. Giving

Social Media ?คือ เครื่องมือเพื่อการให้ เมื่อเราให้ข้อมูลดีๆ ก่อน เดี๋ยวคนเหล่านั้นจะมาหาเราเอง เช่นคุณขายเครื่องสำอางค์ แต่ไม่จำเป็นต้องตะบี้ตะบัน ขายอย่างเดียว การบอกเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม หรือข้อคิดดีๆ ในชีวิต ก็ทำให้คนสนใจมากกว่าการขายเรื่อยไปครับ

5. Analytics

Facebook Insight ของเพจ ไปเที่ยวกัน

Facebook Insight ของเพจ ไปเที่ยวกัน


พลาดไม่ได้เลยครับ สำหรับคนการใช้ Facebook,Twitter,IG ฯลฯ อะไรก็แล้วแต่ คุณต้องวัดผลครับ

สำหรับประเทศไทย Social Media ที่ใช้กันมากที่สุดก็คือ Facebook แนะนำครับให้ใช้ Facebook Insights
เป็นเครื่องมือที่คนที่เป็น Admin ของเพจ ต้องให้ความใส่ใจมากๆ เพราะ เป็นตัวบอกเราว่า เราโพสท์ดีไม่ดี ถูกเวลาไม่ถูก หรือ กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร มีบอกหมด

ส่วนเครื่องมืออื่นๆ ที่ อ.บัณฑิต ไม่ได้พูดไว้ ไว้ผมจะทะยอย คุยให้ฟังครับ มีเยอะครับ

อ่านแล้วนำไปใช้นะครับ ^__^

Bundit Ungsrangsri บัณฑิต อึ้งรังษี

โพสท์ ที่แล้ว ผมได้เล่าให้ฟังเรื่อง?สำเร็จได้แบบสบายๆ สไตล์ บัณฑิต ตอนที่ 1 โดย อ.บัณฑิต อึ้งรังษี?(จากสัมมนา THE NEWLOOK THE NEWYOU) โดย อ.ได้แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ?4 Game Changers(สำเร็จได้ต้องเปลี่ยนเกมส์ – เล่าไปเมื่อโพสก์ที่แล้วครับ ) ,?13 Rules of Personal Branding และ?5 Keys of Social Media

ครั้งนี้เรามาคุยกันเรื่อง การสร้างแบรนด์ให้ตัวเราด้วยกฏ 13 ข้อ

Bundit Ungsrangsri บัณฑิต อึ้งรังษี

Bundit Ungsrangsri
อ.บัณฑิต อึ้งรังษี

กฏ 13 ข้อสร้างแบรนด์ให้ตัวฉัน (13 Rules of Personal Branding)
1. Be Clear – ชัดเจนในสิ่งท่ีจะเป็น

“ชัดเจนกับตัวเองใน 1 ประโยค”

2. Be Different – แตกต่างจากคนอื่น อยากชัดเจน

3. Communicate - สื่อสารออกไปให้คนรู้ว่าฉันเป็นใคร และให้แตกต่าง

4. Simple – อธิบายให้ง่ายเข้าไว้
อธิบายให้แตกต่างให้เข้าใจง่าย ตอกย้ำความแตกต่าง

5. ทุก Action ไม่ บวก ก็ ลบ
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรออกไป มันส่งผลกับสิ่งที่คนเห็น ไม่ในทางบวกก็ลบ ไม่มีกลางๆ
ฉะนั้น ต้องสื่อออกไปเลย ว่าเราเป็นยังไงชัดๆ

6. ห้ามแข่งเรื่องราคา
การแข่งด้วยราคา จะนำไปสู่ คุณค่าที่ลดลง

7. เพิ่ม ?Value”
สร้างคุณค่าให้ผู้อื่น ทำให้คุณค่า

8. ทวีคูณตัวเองทุกวัน
ทำ 1 ต้องให้ได้ 1,000

9. Need (ข้อนี้ จดไม่ทันครับ :p )

10. สวยจนอยาก คนอยากจูบ
Product หรือ Brand ของคุณ ทำให้คนหลงไหล จนอยากจูบ ชื่นชมมากๆๆ

11. Brag Factor ?คนอยากอวด?
Product หรือ Brand ของคุณ ทำให้คนที่ได้เป็นเจ้าของ อยากอวด อยากโชว์?ว่า ฉันมีแล้ว

12. ดูดี ชีวิตดี๊ดี ?- สุขภาพดีได้ไม่ต้องพึ่งยา
อันนี้ พูดถึงสุขภาพ Personal Branding คือ คน คนต้องสุขภาพดี ก็ฉายออกมาทางใบหน้า ร่างกาย
ฟังเพิ่มเติมได้จาก Audio Book ของ อ.บัณฑิต ชื่อ ดูดีชีวิต ดี๊ดี 28 วิธีสวยขึ้น หล่อขึ้น และเด็กลง (รายละเอียดเพิ่มเติม กดที่นี่)

ดูดีชีวิตก็ดี๊ดี บัณฑิต อึ้งรังษี

ดูดีชีวิตก็ดี๊ดี บัณฑิต อึ้งรังษี
Audio Book CD

13. Must use Social Media
ยุคนี้ เราเป็นสื่อ ครับ เราสามารถใช้ Social Media ในการนำเสนอ Brand ของเราออกไปได้
ในโพสท์หน้า เราจะคุยกันเรื่อง การ 5 วิธีในการใช้ Social Media ทำให้เรา สำเร็จแบบ สบายๆ สไตล์ อ.บัณฑิต อึ้งรังษี

สำเร็จสบายๆ ทุกคนครับ :)

เรื่องเกี่ยวข้อง :?สำเร็จได้แบบสบายๆ สไตล์ บัณฑิต ตอนที่ 1(จากสัมมนา The NewLook The NewYou)

The NewLook The NewYou

The NewLook The NewYouเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พค ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าฟังสัมมนา The NewYou The NewLook?(ปรับลุครับทรัพย์ โดย อ.เอ๋ อภัยลักษณ์ ตันตระบัณฑิตย์ )

ในงานมีแขกรับเชิญ ขึ้นมาเล่าวิธีการไปสู่ความสำเร็จในวิธีต่างๆ ตั้งแต่การแต่งตัวไปจนถึงการดำเนินชีวิต ได้แก่
– อ.เอ๋ อภัยลักษณ์

– ด.ร.บุญเกียรติ โชควัฒนา

– อ.บัณฑิต?อึ้งรังษี

– และคุณแมรี่ อึ้งรังษี

ในโพสท์นี้ ผมขอสรุปของ อ.บัณฑิต ที่มาเล่าให้เราฟังในเรื่อง “สำเร็จได้แบบสบายๆ??การไปสู่ความสำเร็จในยุคนี้ อ.บัณฑิต ได้ให้ Overview ไว้ 3 หัวข้อคือ

  • ?4 Game Changers
  • 13 Rules of Personal Branding
  • 5 Keys of Social Media

?จะสำเร็จต้องเปลี่ยนเกมส์?4 Game Changers

Bundit Ungsrangsri บัณฑิต อึ้งรังษี

Bundit Ungsrangsri
อ.บัณฑิต อึ้งรังษี

1. Be Relevant
สำเร็จ ได้ คุณต้องทำให้มันเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มเป้าหมาย

อ.บัณฑิต โด่งดังในฐานะ Conductor ระดับโลก แต่ในเมืองไทย ไม่เข้าใจว่า Conductor คืออะไร พูดง่ายๆ ไม่อิน อ. เปลี่ยนให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น ด้วยคำว่า THAI Conductor คอนดักเตอร์คนไทยระดับโลกคนแรก ทำให้คนไทยรู้จักมากขึ้น ฉะนั้นคุณต้องทำให้มัน สัมพันะ์ หรือ เกี่ยวข้องกับ กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ข้อนี้ ทำให้ผมนึกถึงวิธีการขายของบนออนไลน์ ประเภทแฟชั่นที่ผมเป็นที่ปรึกษา หากคุณบอกว่า คุณอยากขายเสื้อผ้า Collection ใหม่จากอังกฤษ เดี๋ยวนี้คนคงไม่อิน แต่ถ้าบอกว่า Collection ที่ทำให้คุณดูดีในทุกสถานการณ์ ใส่ได้ทุกงานแบบหรูหรา อย่างนี้ คนซื้อมากกว่า เพราะ อิน!

2.?Sell Yourself

สำเร็จ ได้ ?ทุกคนต้องขาย ไม่จำเป็นต้องขายสินค้า แต่เราต้องนำเสนอตัวเองออกไปครับ ไม่งั้น คนจะเข้าถึงเราได้อย่างไร

3. การขาย = การโน้มน้าว

อันนี้ ชัดครับ การขาย = การโน้มน้าวใจคนให้เค้าเชื่อและซื้อเรา

สำเร็จ ได้ ทุกคนต้องขายครับ ไม่ว่าจะชอบไม่ชอบหากคุณต้องทำ Present เพื่อขอ Budget จากเจ้านาย นั่นแหล่ะครับ ก็คือการขาย เพราะมันก็คือการโน้มน้าวใจเจ้านายเพื่อให้ตังค์เราไปใช้ ฯลฯ

4. Brand Yourself (สร้างแบรนด์ทื่เป็นตัวเรา)

” แบรนด์ดี = ชีวิตง่าย

ไม่แบรนด์ = ต้องถูกลากไปแข่งเรื่องราคา”หากคุณไม่บ่งบอก ความเป็นตัวตนของคุณที่ชัดเจนออกไป เน้นนะครับ

คำว่า Brand ที่ชัดเจนหากแบรนด์ไม่ชัดเจน คนจะนึกไม่ออก สิ่งที่คุณจะเจอคือ คุณกลายเป็น NOBODY หรือ ที่ภาษาไทย ก็ ” คนๆหนึ่ง ” ไม่ใช่ ?Somebody หรือ ใครสักคนนึงในยุคนี้ คุณต้องทำให้ตัวเองเป็น Brand ครับ เมื่อคนเห็นคุณ เค้าต้องนึกภาพออกเลยครับ

เอาง่ายๆ อย่างผมเวลาไปพบเจอเพื่อน หรือคนรู้จัก เค้าคุยหรือถามก่อนเลยเรื่อง การค้าการขาย การตลาดออนไลน์ ทำยังไง เพราะรู้ว่าผม ใจดี ชอบให้ความรู้ (แหะๆ ก็ “ครู” นี่ )

สำหรับการสร้าง Personal Branding อ.บัณฑิตได้ยกเป็นอีกหัวข้อ ชื่อ?13 Rules of Personal Branding (กฏ 13 ข้อสร้งแบรนด์ให้ตัวคุณ ) ไว้ผมจะคุยในโพสท์ถัดไปนะครับ

:)

 

Virtual Store

ในโพสก์เรื่อง ? Omni Channel Retailing อนาคตค้าปลีก ตอนที่ 1 ? ผู้เขียนได้เกริ่นคร่าวๆ ให้เข้าใจถึงเรื่อง Omni Channel Retailing ซึ่งเป็นการปฏิวัติการชอปปิ้งสมัยใหม่ที่เป็นการนำการค้าการขายแบบร้าน ดั้งเดิม หลอมหลวมให้เป็นเนื้อเดียว กับการค้าในรูปแบบ Seamless ซึ่งเน้นการค้าการขายแบบออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ลูกค้าคนหนึ่งสามารถที่จะสั่งซื้อสินค้าจากออนไลน์และไปรับสินค้าที่ร้าน ค้าจริงที่ใดก็ได้ หรือ สั่งจากร้านค้าเสมือนที่ใดๆก็ได้ โดยไม่ต้องเห็นของจริง และเมื่อสั่งสินค้าแล้วลูกค้าก็รอรับสินค้าที่บ้านหรือที่ๆต้องการให้ผู้ขาย ไปส่ง ซึ่งอำนวยความสะดวกสบายให้กลับลูกค้าเป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

อย่างเช่น กรณีของ Tesco ในเกาหลีที่ต้องการเป็นผ้นำค้าปลีก Hypermart จึงเปลี่ยนชื่อ เป็น Homeplus และนำ วิธีการชอปปิ้งด้วยQR Code เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับหนุ่มสาวคนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาชอปปิ้ง ด้วยการติดตั้งโปสเตอร์สินค้าต่างๆ ที่วางเป็นระเบียบเหมือนกับในห้างไว้ในที่สาธาณะ ซึ่งเริ่มจากรถไฟฟ้าใต้ดิน ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าด้วยโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนโดยการแสกน QR Code เมื่อเลือกสินค้าและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สินค้าก็จะถูกจัดส่งถึงบ้าน ผลคือ ทำให้ยอดขายแบบออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 130% ( ดูClip ได้ที่ http://bit.ly/omnilotus)

Virtual Store

และ ในอนาคตอันใกล้ เชื่อได้ว่า Hypermart หรือ Super Store ต่างๆในไทยต้องผันตัวเองไปสู่โมเดลการค้ารูปแบบนี้ จะเห็นได้ว่า ในปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น BIG-C, Tops หรือ Tesco Lotus เองได้ปล่อย แอพพลิเคชั่นในมือถือ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ทุกวันนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมืองไปแล้ว นอกจากนั้น

เมื่อปีที่ผ่านมา(2556) ค่าย Big-C ก็ได้นำรูปแบบการซื้อสินค้าผ่าน QR Code ในแบบ Tesco ของเกาหลี มาให้คนไทยได้ลองของโดยใช้ชื่อว่า ?เวอร์ชวล เชลฟ์ (Virtual Shelf)? ร้านค้าเสมือนจริงแห่งแรกของประเทศไทย

ทำไมต้อง Omni Channel Retailing

ปัจจุบัน ค้าปลีกในประเทศไทย ถือว่ายังอยู่ในระดับ Cross Channel Retailing หรือ Multi-Channel นั่นหมายความว่า แม้ร้านค้าหรือห้างต่างๆจะได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบ ออนไลน์ หรือ ดิจิตัล แต่การบริหารงาน การจัดการถูกแยกส่วน ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็จะมีหน้าที่ดูแลเฉพาะในส่วนงานของตนเอง หน่วยงานการตลาดออนไลน์ ก็จะดูเฉพาะส่วนออนไลน์ หน่วยงานที่ดูช่องทางดั้งเดิมที่เป็นร้านค้าก็ดูเฉพาะส่วนร้านค้า เป็นต้น แต่จริงๆ แล้วในความคิดของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าบนออนไลน์หรือมีสาขาแต่ยังคงใช้ชื่อ แปะยี่ห้อเดียวกัน ลูกค้ายังคงต้องการได้รับบริการที่ดีเหมือนๆกัน ด้วยเหตุนี้ แนวคิด Omni Channel Retailing จึงเกิดขึ้น

แล้วเหตุใดเล่า ค้าปลีกปัจจุบันบวกับช่องทางออนไลน์ของตนเองก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องปรับไปเป็น Omni Channel

ประการแรก ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

จากเดิมดูสื่ออยู่ช่องทางเดียว แต่เมื่อเข้าสู่ยุค Multi-Screen Era ลูกค้าหนึ่งคนมีสื่อที่จะดูอยู่มากกว่าหนึ่ง ท่านคงคุ้นเคยกับการอ่านเฟสบุ๊ค ค้นหาข้อมูลใน Google หรือ แชท จากอุปกรณ์พกพา พร้อมๆไปกับดูทีวีไปด้วยใช่มั้ยครับ นั่นแหล่ะครับ ลูกค้าหนึ่งคนทำกิจกรรมมากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน

ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าในมือถือ ขณะเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ สินค้าในห้างได้เลยในขณะนั้น ถ้าบนมือถือให้ข้อเสนอที่ดีกว่า แน่นอน ลูกค้าก็ย่อมเปลี่ยนใจไปซื้อของชิ้นเดียวกันบนแอพหรือเว็บไซต์บนมือถือ

แต่หากแบรนด์หรือร้านในห้างนั้น นำ Omni Channel Retail มาใช้ วิธีการที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของร้านได้ทันทีแม้จะละสายตาจาก Shop เช่นใช้เทคโนโลยีอย่าง Location Based Messaging เมื่อลูกค้าเดินมาใกล้ ระบบก็ทำการส่งโปรโมชั่นสุดพิเศษที่ตรงใจลูกค้าส่งเข้าเมสเสจ และให้ลูกค้าสามารถใช้โปรโมชั่นนั้นทันทีที่ร้านค้า โอกาสที่จะเสียลูกค้าก็จะลดน้อยลง เป็นต้น

ประการที่สอง ลูกค้าคาดหวังมากกว่าเดิม

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของ ของบริษัท Peerius ( www.peerius.com ) ผู้ให้บริการซอฟแวร์ ที่ช่วยปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า พบว่า สิ่งที่ลูกค้าออนไลน์ต้องการจาก Omni Channel Retailing ก็คือ 43% ของกลุ่มตัวอย่าง ตอบว่า ต้องการซื้อสินค้าที่ไม่ต้องรอของที่สั่งไว้มาส่งช้า และมีช่องทางในการรับสินค้าให้เลือกมากกว่าปัจจุบัน นอกจากนี้ สิ่งที่ลูกค้าหน้าร้านจริงต้องการคือไม่ต้องรอคิวชำระสินค้านานๆ เหมือนที่เป็นอยู่ และ Omni Channel Retail ก็ควรแก้ปัญหาใน 2 จุดนี้ให้ได้

ประการสุดท้าย คู่แข่งที่เพิ่มความสามารถขึ้นเรื่อยๆ

ในสมรภูมิค้าปลีกดั้งเดิม หรือ ร้านค้าแบบ eCommerce ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นมากมาย ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีธุรกิจ Daily Deal อย่าง Groupon หรือ Ensogo เกิดขึ้น ซึ่งจากการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในสิ้นปีที่แล้ว มูลค่าตลาด e-Commerce เติบโตอยู่ราวๆ 25-30 % หรือประมาณ 1,300ล้านบาท แน่นอนว่า แต่ละร้านก็งัดกลยุทธ์มาเพื่อช่วงชิงเงินในกระเป๋าผู้บริโภค แม้แต่ค้าปลีกรายใหญ่ๆ หลายๆรายก็กระโจนเข้าสู่สมรภูมิออนไลน์ด้วย ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ค้าปลีก ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องปรับตัวเพื่อยึดใจผู้บริโภคและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค และด้วยกลยุทธ์ Omni Channel Retailing ถือได้ว่าเป็นการสร้างประสบการณ์แบบผสมผสานร้านค้าแบบดั้งเดิมและร้านค้าแบบ ออนไลน์ ให้ลูกค้ายุคนี้ที่กระหายประสบการณ์ชอปปิ้งใหม่ตลอดเวลา

กรณีศึกษา Toys ?R? Us

Toys ?R? Us ร้านของเล่นยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่เดิมเป็นมีแต่ร้านสาขาแบบดั้งเดิม และเป็นเจ้าของเว็บไซต์ขายของเล่นออนไลน์ได้แก่ toyrus.com, Babiesrus.com, eToys.com ซึ่งปัจจุบัน toyrus.com จัดเป็นเว็บไซต์ที่มีคนเข้ามากที่สุดในหมวดสินค้าของเล่นเด็กและสินค้าของ เล่นเฉพาะเจาะจง(specialty toys)

TOYs R Us

อดีตซีอีโอ Jerry Storch เคยให้ความเห็นไว้ในช่วงปี 2012 ว่า ในอนาคตจะเป็นยุคของอินเตอร์เน็ทมีความสำคัญมากๆและร้านค้าดั้งเดิมจะลดความ สำคัญลง และด้วยเหตุนี้ Storch จึงได้นำแนวคิดแบบ Cross Channel และพัฒนาสู่ Omni Channel Retailing โดยใช้ชื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า ?Episode III: The Stores Strike Back?

วิธีการของ Storch คือการอาศัยความแข็งแกร่งของร้านค้าแบบดั้งเดิม ผนวกเข้ากับความสามารถในการจัดการออเดอร์ของลูกค้าและระบบโลจิสติกส์ ทำให้เกิดนโยบาย ?BUY ONLINE PICK UP IN STORE ? หรือ ? ซื้อออนไลน์ รับของที่ร้านค้า ? ลูกค้าเว็บไซต์ที่สั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ Toysrus.com หรือ Babiesrus.com และสามารถไปรับสินค้าที่สาขาใกล้ที่สุดได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าขนส่งใดๆเพิ่ม นอกจากนี้ หากลูกค้าต้องการให้ส่งสินค้าถึงบ้าน ทางเว็บไซต์เองก็มีบริการจัดส่งแบบไม่มีค่าจัดส่งใดๆเช่นกัน ด้วยกลยุทธ์ Omni Channel Retailing ของ Toys R Us ทำให้ยอดขายบนออนไลน์ในปี 2012 สูงถึง หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านดอลล่าร์ และยังคงโตอย่างต่อเนื่องเป็นผู้นำในวงการค้าปลีกของเล่นออนไลน์

สำหรับในประเทศไทยนั้น ผู้เขียนเองเคยได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่ง ในการเปิดช่องทางแบบ Omni Channel Retailing ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เมื่อ 3-4 ปี ก่อน โดยในตอนนั้นยังไม่มีใครพูดถึงช่องทางการบริการลูกค้าแบบOmni แต่ในครั้งนั้น มีความต้องการที่จะเปิดจำหน่ายสินค้าสดุก่อสร้างให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเว็บไซต์ที่ว่าคือ sherasolutions.com (เดิมใช้ชื่อเว็บไซต์ว่า mahaphant.com ) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ บริษัท มหพันธ์ ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์หลังคาห้าห่วงและไม้เฌอร่า

โดยลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์และเลือกที่จะไปรับของกับ ดีลเลอร์ที่ใกล้บ้าน หรือติดต่อให้ดีลเลอร์ไปส่งสินค้าให้ลูกค้าถึงบ้าน หรือ ไซท์งานก็ได้ครับ ซึ่งครั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือจากดีลเลอร์ ที่ทีมงานของผมต้องทำให้ทางดีลเลอร์ ซึ่งเป็นช่องทางกระจายสินค้าหลักของบริษัทเข้าใจเป้าหมายในการทำให้ลูกค้า ได้รับบริการที่พอใจจากช่องทางออนไลน์ และสิ่งที่ดีลเลอร์จะได้รับ

เห็นมั้ยล่ะครับว่า Omni Channel Retailing ใช่ว่าจะใช้แต่วงการค้าปลีกอุปโภค-บริโภค แต่ยังปรับใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางยุทธวิธีที่จะยึดหัวใจลูกค้าเอาไว้ และมุ่งสร้างความพอใจให้ลูกค้าเหนือความคาดหมายคือสิ่งที่สำคัญครับ

ข้อมูลอ้างอิง
1. Retail Info System News Website ? RISNEWS.edgl.com ( http://bit.ly/N6bZtw )
2. Wikipedia ? http://en.wikipedia.org/wiki/Toys_%22R%22_Us
3. Amusingplanet.com ? ( http://bit.ly/1f9xaH3 )

(บทความนี้ เป็นบทความที่ผมเขียนลงในหนังสือ e-Leader/e-Enterprise ฉบับ มี.ค. 2557 ใน คอลัมน์ประจำ ?eBusiness 360 องศา? )

Screen-Shot-2014-02-10-at-11.49.19-AM

ยามเช้าก่อนเริ่มงาน เกวลิน เกิดต้องใจกับ หมวกใบเก๋ ของร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง เธอตัดสินใจสั่งซื้อหมวก จากMobile App ของร้านนี้บน Tablet ของเธอ เพราะความสะดวกของช่องทางในการรับสินค้าของร้าน ทำให้ เกวลิน ตัดสินใจรับสินค้าที่ร้านสาขาใกล้ออฟฟิศของเธอเพื่อจะได้ส่วนลดอีก 10% ในตอนเย็น

และแน่นอน ตกเย็น เธอไม่พลาดไปรับหมวกใบเก๋ที่สั่งไว้และคิดว่าคงประหยัดเงินได้อีกหลายตังค์

แต่ด้วยจริตของผู้หญิงที่รักการแต่งตัวยิ่งชีวิต แฟชั่นของซีซั่นที่กำลังจะมาแต่ยังไม่มีใน Mobile App ปรากฏอยู่บน ?Simulated Fashion Board?? ที่ เธอสามารถปัดเพื่อลองเปลี่ยนชุดในสไตล์ต่างๆตามที่มีให้ในซีซั่นหน้า

เธอจึงตัดสินใจจองชุดที่ยังไม่ได้วางขายพร้อมจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อให้ได้ ชุดในซีซั่นใหม่ที่ทำมาจำนวนจำกัด พร้อมทั้งของภาพที่ชุดที่เธอลองและสั่งจองเพื่อแชร์ไปบน Social Network ชื่อดังต่างๆที่เธอเป็นสมาชิกอยู่พร้อมใส่ Hashtag #brandnewseason เพื่อเธอจะได้รับส่วนลดครั้งต่อไป

Cisco modelling Omni-Channel Retailing

Cisco modelling Omni-Channel Retailing

 

(ภาพ: youtube ? cisco ? the future of shopping)

ที่ ผู้เขียนเล่ามาข้างต้น คงพอทำให้ท่านเห็นโฉมหน้าของการชอปปิ้งที่ไม่ได้จำกัดที่หน้าจอบน มือถือ แทปเล็ต หรือที่ร้านค้า อีกต่อไป ค้าปลีกในอนาคตอันใกล้ จะเริ่มนำเทคโนโลยีที่ทำให้ใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้น มาประสานกัน ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกตัดสินใจ เลือกซื้อ สินค้าและบริการที่ไหนก็ได้ พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดขึ้นในการชอปปิ้งของลูกค้า และทำให้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น ด้วยการนำแนวคิด Omni Channel Retailing มาใช้

อะไรคือ Omni Channel Retailing

ปัจจุบัน ช่องทางที่ลูกค้าจะเข้าถึงร้านค้าได้หลากหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น ร้านหรือสาขาจริง(Physical Store หรือ Brick & Mortar) ร้านค้าออนไลน์(Online Store หรือ Click & Mortar)บนคอมพิวเตอร์ คอลเซ็นเตอร์ ร้านค้าบนเว็บในอุปกรณ์มือถือ หรือ แม้แต่ Social Media แต่ละช่องทางก็ให้ประสบการณ์ในการชอปปิ้งต่างกัน
บนโลกออนไลน์มีสินค้าให้เลือกได้มากมาย สามารถเปรียบเทียบราคา สามารถขอความเห็นเพื่อผ่าน Social Media และได้คำตอบที่รวดเร็ว ลูกค้าสามารถสั่งซื้อและรอรับสินค้าที่บ้าน ที่ทำงานแล้วแต่ต้องการและผู้ขายสามารถส่งถึง แต่ขาดซึ่งการเห็นสินค้าจริงๆ ในขณะที่ร้านค้าจริง มีสินค้าให้เลือกอาจจะมากมายแต่ยากแก่การเปรียบเทียบราคาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนบนออนไลน์ แต่สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับคือการได้รับสินค้าทันที ได้จับ ได้ลองสินค้าจริง ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

แต่สิ่งที่ผู้เขียนในฐานะที่ปรึกษาด้านeCommerce ให้ลูกค้าหลายๆราย พบว่า การจัดการช่องทางเหล่านั้นมีหน่วยงานแยกอิสระต่อกัน และนำมาซึ่งประสบการณ์ในการชอปปิ้งของลูกค้าต่างกันทั้งๆที่เป็นสินค้าที่มา จากองค์กรเดียวกัน

ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากร้านจริง ได้รับบริการที่ดี แต่เมื่อลองสั่งผ่านออนไลน์ อาจจะได้รับบริการที่มีคุณภาพหย่อนกว่าร้านจริง หรือ บางรายเคยเห็นสินค้าในร้านออนไลน์ของแบรนด์หนึ่ง แต่เมื่อที่ร้านกลับไม่มีสินค้าที่พบเจอในร้านออนไลน์ หรือ อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ครบ ไม่ถูกต้องจาก พนักงานขาย

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจาก การแยกส่วนการจัดการช่องทางจำหน่ายขององค์กร ออนไลน์ก็มีหน่วยงานของตนเอง ร้านจริงก็มีส่วนบริหารงานของตนเอง คอลเซ็นเตอร์สำหรับรับคำสั่งซื้อก็มีหน่วยงานบริการของตนเอง และนำไปสู่การส่งประสบการณ์ไปยังลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งในสายตาของลูกค้ารับรู้ว่าร้านค้าแห่งนั้นๆมีช่องทางในการเข้าถึงได้ หลายจุดและแต่ละจุดหรือ Touchpoint ที่จะได้รับประสบการณ์ที่ต่างกัน ที่ผู้เขียนกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือแนวคิด Cross Channel Retailing ซึ่งหลายๆองค์กร หลายๆร้าน กำลังใช้แนวทางนี้อยู่ แต่ก็ต้องประสบปัญหาในเรื่องประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้รับจากช่องทางการ จำหน่ายที่ต่างกันและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแบรนด์ของลูกค้าก็เป็นได้

Omni-Channel Model

Omni Channel model Evolution

 

 

เพื่อเป็นการกลบข้อด้อยของทั้งช่องทางอันหลากหลายที่กล่าวมาข้างต้น Bill Davis ผู้ก่อตั้ง MB&G Consulting ( http://www.mbandgconsulting.com/ ) บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้เสนอแนวคิดเรื่อง Omni Channel Retailing

Omni Channel Retailing ไม่เพียงเป็นการปรับปรุงช่องทาง Cross Channel แต่เป็นการบูรณาการ ร้านจริงเข้ากับร้านออนไลน์ให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิตอล เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สุดยอดในทุกๆช่องทางของร้านหรือองค์กร

ตัวอย่างเช่น ในอนาคต ลูกค้า 1 คนไม่ว่าจะดูสินค้าออนไลน์จากเว็บของร้านค้าแห่งหนึ่ง แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ ข้อมูลการดูสินค้าของลูกค้าจะถูกเก็บไว้และนำไปใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับ omni-channel ไม่ว่าจะเป็น คอลเซนเตอร์ หน้าร้าน ฯลฯ วันใดวันนึง เมื่อลูกค้าเข้าไปที่ร้านจริง ข้อมูลการของลูกค้าจะดึงขึ้นมาเพื่อให้พนักงานขายได้บริการลูกค้าได้ถูกต้อง และดียิ่งขึ้น

และแน่นอนว่า การที่จะทำให้ Omni Channel Retail เกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัย เทคโนโลยีที่เยี่ยมยอดและการจัดการฐานและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data Management) รวมทั้งต้องปรับวิธีการจัดการองค์กรแบบใหม่ มีการจัดการ Logistics ที่รองรับความต้องการสินค้าอันรวดเร็วของลูกค้า ปรับช่องทางการประสานงานระหว่างช่องทาง(Channel ) ที่มีอยู่ให้ทำงานเป็นเนื้อเดียว ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดในการชอปปิ้งของลูกค้าในยุคดิจิตัลที่ พร้อมจะชอปปิ้งมากกว่าแค่บนหน้าจอ

ในฉบับหน้า ผู้เขียนจะมาเปรียบเทียบถึงข้อดี ข้อเสียของ Cross Channel ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และ Omni Channel และกรณี ศึกษาน่าสนใจของต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางสำหรับค้าปลีกที่สนใจปรับตัวเองไป สู่ Omni Channel

ข้อมูลอ้างอิง
1. Wikipedia : http://en.wikipedia.org/wiki/Omni-channel_Retailing
2. Brickmeetclick.com : http://www.brickmeetsclick.com/defining-omnichannel-retail
3. The Sealeys for Digital professional : http://www.thesealeys.co.uk/

(บทความนี้ เป็นบทความที่ผมเขียนลงในหนังสือ e-Leader/e-Enterprise ฉบับ ก.พ. 2556 ใน คอลัมน์ประจำ ?eBusiness 360 องศา? )

Facebook Page Like More

อุต๊ะ! เห็นหัวข้อแล้ว มันยังไงกันหว่า

ครั้งที่แล้วผมพูดถึง แชร์กันตรึม ความลับที่ทำให้เพจมีคนไลค์เยอะ ความลับ ที่ 2 แล้วแอบหยอด ไว้

นอกจากเพจเราต้องมีโพสก์แบบพระเอกนางเอกเกาหลี ออกฉายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ให้ Like ระเบิดแล้ว

แต่สิ่งที่เกิดคำถามในใจว่า?แล้ว โพสก์ตัวเอก มันเป็นยังไงล่ะหว่า

Casting เรื่องให้ได้โพสก์ตัวพ่อตัวแม่

Casting คือการเลือกตัวแสดงให้เหมาะ หากคุณเป็นเจ้าของเพจ นอกจากการเป็นผู้กำกับแล้ว หน้าที่เลือกตัวแสดงก็เป็นส่วนสำคัญ

โพสท์แต่ละโพสท์ก็เป็นตัวแสดงตัวหนึง แต่ต้องเราต้องหาให้ได้ว่า โพสท์ตัวพ่อตัวแม่ พระเอกนางเอกเราเป็นแบบไหน มาดูกัน

  1. ลักษณะโพสท์
    หลายๆสำนักบอกกันว่า ปีนี้ เป็นปีแห่ง VDO Clip ฉันจะไล่โพสท์แต่คลิปละนะช้าก่อน!

    ในกาลมาสูตรกล่าวว่า อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน) ฉันใด
    ” จงอย่าเชื่อ ในสิ่งที่ใครๆบอกโดยยังไม่ได้พิสูจน์ ”

    วิธีพิสูจน์ ก็คือ การเข้าไปดูทื ข้อมูล Insight > Post?คุณก็จะรุ้ว่าโพสท์แบบไหนแน่ที่คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมเยอะ

    อย่างของเพจไปเที่ยวกัน นะครับ เคยโพสท์ VDO ไปหลายครั้ง แต่เมื่อเทียบกับรูป รูปภาพกับได้ Reach และ Engagement มากกว่า เราเลยเลือก ที่ให้โพสที่เป็นรูป

    จากรูป ใส่ลิ๊งก์

    เพจไปเที่ยวกัน จากรูป ใส่ลิ๊งก์ได้ Reach & Engagement มากกว่า

    * Tip : หากคุณต้องการโพสท์ VDO แนะนำให้ โพสท์ VDO ลง Facebook โดยตรงครับ ไม่ต้องเอาLink จาก Youtube หรือ เว็บอื่นมาใส่ เพราะปีนี้ Facebook ประกาศว่าให้ความสำคัญกับ VDO ที่ โพสท์โดยตรง มากกว่า link *

  2. โพสท์ ตอนไหน โดนใจ
    คำถามที่ผมมักได้รับเสมอจากลูกศิษย์และเพื่อนๆคำตอบของผมคือ
    ….กี่โมงก็ได้ โพสท์ไปทุกวันๆละ2-3โพสท์ ต่างช่วงเวลากัน แล้วดูผลทุกอาทิตย์…
    บางท่านอาจจะเจอข้อมูลมากมายที่สื่อการตลาดหลายสำนักนำเสนอ

    ส่วนใหญ่ จะนำเสนอเป็นช่วงเวลา 2-3 ทุ่ม ไม่ก็ก่อนเที่ยง ฯลฯ

    ผมเคยเชื่อ แต่ หลังจากทดลองโพสท์ทั้ง ต่างเวลา หรือตามเวลาที่สำนักต่างๆแนะนำ?ผลของการ like share comment (Engagement) ก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

    ช่วงเวลาโพสท์ที่ดีที่สุด คือ ช่วงที่ Content ดีสุดๆ

    ช่วงเวลาโพสท์ที่ดีที่สุด คือ ช่วงที่ Content ดีสุดๆ

    …. แต่จุดกระตุกต่อมโพสท์ ของผมบอกว่า การที่จะได้ Engagement ตัวเลขสวยๆ ได้ หัวใจคือ “CONTENT? ครับ

    จากในภาพจะเห็นว่า เรื่องที่เอามาโพสท์ให้แฟจเพจดู ตรงใจเขามากๆ และก็โพสท์ในช่วงเวลาไม่ได้อยู่ในข่ายที่คนเปิดดู Facebook กันเยอะ

    แต่กลับได้ LIKE COMMENT SHARE มากมาย?เพราะคนชอบ ดูภาพที่ท่องเที่ยวสวยๆ?คนชอบก็ยิ่ง Like เยอะ แชร์ก็มาก ยิ่งทำให้คนเห็นมากขึ้น!

    ฉะนั้น หมั่นดูสถิติที่ Facebook นำเสนอครับ แล้วจะพบแนวทางการโพสท์ของตัวเอง ได้รู้ว่า แฟนเพจชอบอะไร

เอาไปใช้นะครับ โพสท์ตัวพ่อตัวแม่ พระเอกนางเอก ที่ไม่ว่า Facebook จะปรับการแสดงผลแค่ไหน เราก็ต้องอิง 2 เรื่องนี้อยู่ดี

 

ขอให้สำเร็จทุกท่านครับ ^__^

จาก ครูบอย

continuous commerce omni channel

เว็บไซต์ OgilvyDo ได้นำเสนอแนวคิดของอนาคตการช้อปปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า ? Continuous Commerce ?

ในอนาคต การค้าการขายแบบดิจิตัลจะไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะเป็นการชอปปิ้งผ่านช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผ่านองค์ประกอบ 3 ประการ

  1. Omni Channel ? ช่องทางค้าขายแบบไร้รอยต่อ
  2. Relationship ? สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องและปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับปัจเจกหรือแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
  3. Experience ? ส่งมอบประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางที่ลูกค้าเห็นและเข้าถึง

ใน VDO CLIP เราจะได้เห็นภาพ องค์ประกอบทั้งสาม ทำให้การช้อปปิ้งแบบต่อเนื่อง เป็นอย่างไรลองดูครับ

? The future of digital commerce is more than just a shopping cart on a website, it means seamlessly integrating a brand?s shopping experiences across multiple environments throughout a consumer?s lifetime to continually optimize points for purchase.

We call this Continuous Commerce?. Don?t begin and end at the transaction. Commerce today is continuous. ?
? Ogivydo.com

continuous commerce omni channel